จริง ๆคนเขียนเรื่องนี้คือ ผู้เขียน คือ อี เอฟ ชูมัคเคอร์
ส่วนฉบับภาษาไทยนั้นตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ภายใต้ชื่อว่า จิ๋วแต่แจ๋ว – เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ โดย สมบูรณ์ ศุภศิลป์
ในหนังสือเล่มนี้ เขาชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน ว่าไม่อาจนำไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพของสังคม ในการอยู่ร่วมอย่างผสานสอดคล้องกับโลกกับมนุษย์ด้วยกันเอง อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงได้ อำนาจในการพิจารณา “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ที่ตกอยู่ในมือของนักเศรษฐศาสตร์จำต้องถูกตรวจสอบอย่างถ่องแท้ ว่ามีปัจจัยในการพิจารณาครบถ้วนรอบด้านหรือไม่ มิใช่ละทิ้งคุณค่าความดีงาม ดังที่ปรากฏอยู่ในรูปของ ประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มาตรฐานการครองชีพ การตระหนักรู้ในตนเอง หรือเบียดเบียนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน ทั้งที่อยู่ต่างถิ่นต่างที่ และคนรุ่นหลังที่ยังมิได้ถือกำเนิด เราจำต้องตระหนักว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ในการพัฒนาสังคม ต้องมองเห็นว่าทิศทางของการพัฒนานั้นจะนำเราไปสู่สังคมแบบใด
เขาได้ยกตัวอย่างคุณค่าที่อยู่ในศาสนา ในที่นี้คือ ศาสนาพุทธ ขึ้นมากล่าวถึงหนทางดำรงชีพอันชอบ เป็นทางสายกลาง เป็นสัมมาอาชีวะ ก่อตัวขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมและผู้อื่น คุณค่าทางจิตวิญญานเช่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสร้างขึ้น ด้วยการจัดระบบการศึกษาซึ่งปลูกฝังและระบบคุณค่าดีงามขึ้นมา มีจิตสำนึกในการบริโภคที่ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และมุ่งการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยความเป็นมนุษย์ร่วมด้วยเสมอ
จากประสบการณ์ในการเดินทางที่อินเดีย และการเป็นที่ปรึกษารัฐบาลอินเดีย เขาได้เสนอความคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีขนาดกลาง ซึ่งมีต้นทุนต่ำ และเหมาะสมกับสภาพปัญหาของประเทศยากจน ที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว เขากล่าวถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขนาดกลาง ความคิดนี้แม้จะถูกปฏิเสธในทีแรกแต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภายหลัง
แม้ในการทำธุรกิจเขาก็เสนอแนวคิด และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งบริษัท ที่มิได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นตัวเงิน ซึ่งมีเป้าหมายสี่ประการ คือ (๑) ทำธุรกิจโดยไม่ขาดทุน (๒) มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเสมอ (๓) ผู้ร่วมงานมีความสุขความพอใจในการทำงานมีการพัฒนาตนเอง และ (๔) มีจิตสำนึกทางสังคมและการเมือง โดยมีกรอบในการปฏิบัติ คือ บริษัทมีขนาดกลาง มีตำแหน่งงานราว ๓๕๐ คน เพื่อที่จะมองเห็นความคิดความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ถ้วนทั่ว
ชูมัคเคอร์ยืนยันว่า เราจำต้องเปลี่ยนทัศนะที่ว่า เงินตราหรือทุนเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เขาเสนอไม่ได้เป็นเพียงความคิดเลื่อนลอย หากแต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
ในการพิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ได้ก่อตัวเป็นความคิด เรื่องการพัฒนาที่ไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์
วันนี้ ก็ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง อิม ซัง อ๊ก จนถึงตอนอวสานก็ให้นึกขึ้นได้ว่าภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ได้ปลูกฝังค่านิยม ทางเศรษฐกิจที่ดีงามตามแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้อย่างมีรสชาด จนยากจะหาที่ติ ค่านิยมที่ดีที่ผมได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้คือ
-ค่านิยมการดำเนินธุรกิจที่ผูติดอยู่กับจริยธรรมความรับผิืดชอบที่มีต่อสังคมและประชาชน
-ค่านิยมที่ปลูกฝั่งแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสไม่แอบอิงกับระบบเส้นสายหรือระบบมูลนาย
-ค่า นิยมที่ยึดมั่นในการทำงานด้วยความมุมานะพยายาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้มิใช่จะเป็นสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ถนนแห่งความดีมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อะไรประมาณนั้น
-ค่า นิยมของการยึดมั่นในความดี แม้ว่าการกระทำความดีจะไม่ได้ผลตอบสนองเป็นสิ่งที่ดีในทุกครั้ง แต่สิ่งที่เราจะต้องยึดมั่นคือ ทำความดีเพื่อความดี ในที่สุดผลที่แท้จริงก็จะตอบสนองในคุณค่าของมันเอง
-ค่า นิยมที่ไม่ยึดมั่นในวัตถุนิยม ดังจะเห็นได้จากการดำเนินชีวิตของแม่และตัวอิม วัง อ๊กเอง ซึ่งในที่สุดก็ยินดีสละทุกอย่างเพื่อเข้าถึงความจริงอันว่างเปล่าแห่งสัจ จธรรมเชิงพุทธ วิถีชีวิตและการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นแนวทางการดำเนิน ชีวิตและการต่อสู้ของผู้คนและอาณาจักรโซซอน เพื่อความอยู่รอดและก้าวหน้าตามวิถีแห่งความพอเพียงโดยแ้ท้
นี่คือสิ่งที่ผมได้รับแล้วท่านหละคิดอย่างไร...........กับคุณค่าของปรัชญาตะวันออกที่ชาวเกาหลีนำเสนอต่อเราCredit :: http://www.oknation.net/blog/Mangtra/2008/04/13/entry-2
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น