วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เตือนเสียค่าโง่'ไทยคม'! / ไทยโพสต์ - 16 มิถุนายน 2553

"อภิสิทธิ์" บอกไม่ง่ายซื้อคืนไทยคม ชี้ยังมีเรื่องสลับซับซ้อนพอสมควร โยน "คลัง-ไอซีที" หาแนวทาง "กรณ์" ขอพูดน้อย อ้างพล่ามมากส่งผลต่อราคาหุ้น ต้นทุนพุ่ง "ศิริโชค" เจื้อยแจ้วบอกเป็นนโยบายตั้งแต่อยู่ฝ่ายค้าน เทมาเส็กก็ไม่ขัดขวาง

เด็ก ปชป.แนะสาง 7 ข้อสงสัยก่อนลงทุน เปรียบเหมือน "นารายณ์บรรทมสินธุ์" เป็นสมบัติชาติต้องทวงคืน ลั่นหากไม่ทำ

รัฐบาลนี้ก็หมดสิทธิ์แน่ "นักวิชาการ" เตือนตรองให้ดีก่อนเสียค่าโง่
"เรื่องดาวเทียมไทยคมเป็นเรื่องที่เราได้เห็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคง และเป็นสิ่งหนึ่งในช่วงที่ขายไปก็กระทบ

กระเทือนต่อความรู้สึกคนไทยพอสมควร เพราะฉะนั้นเป็นเพียงการบอกว่า พูดง่ายๆ ถ้ากลับมาเป็นของคนไทยก็จะเป็นเรื่องดี

แต่ยังไม่ได้พูดถึงวิธีการจะเป็นอย่างไร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้

สัมภาษณ์ยืนยันอีกเมื่อวันอังคาร ในการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์
นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันว่า ทุกอย่างจะดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่แล้ว

ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่จะซื้อขายหุ้นในตลาด ตอนนี้เป็นเพียงการชี้แจงดำเนินการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเป็นอย่างไร

เพราะบริษัทค่อนข้างไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนใครได้ประโยชน์และได้มาโดยมิชอบจากเรื่องนี้ ก็สามารถดำเนินการ

ตามกฎหมายได้
นายกฯ ยังปฏิเสธถึงท่าทีของเทมาเส็กในการขายไทยคมคืน โดยระบุว่า ต้องไปถามทางนายกรณ์ จาติกวณิช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ยังพัวพันกันอยู่ ทั้ง

เรื่องคดีหรือคำวินิจฉัยของศาล ยังมีความสลับซับซ้อนพอสมควร
"รัฐมนตรีคลังกำลังคุยอยู่กับหลายคนที่เกี่ยวข้อง และเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยี

สารสนเทศฯ (ไอซีที) จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร" นายกฯ กล่าวย้ำ
ในขณะที่นายศิริโชค คนสนิท ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวว่ามาจากรัฐบาล โดยชี้แจงว่าข่าวนี้มาจากหนังสือพิมพ์ต่าง

ประเทศฉบับหนึ่งสัมภาษณ์ผู้บริหารเทมาเส็ก ซึ่งได้เล่าว่าตนเองและนายกรณ์ได้เดินทางไปสิงคโปร์เมื่อเดือนเมษายน จากนั้น

ก็มีสื่อต่างชาติ 2 ฉบับ คือ บลูมเบิร์ก และรอยเตอร์ มาสัมภาษณ์ต่อ ซึ่งก็ได้ยืนยันว่าเดินทางไปจริง จึงไม่ใช่ข่าวมาจากรัฐบาล

เพราะถ้ามาจากรัฐบาลก็ต้องออกมาตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมาแล้ว
นายศิริโชคยอมรับว่า ในการไปสิงคโปร์ได้เกริ่นเรื่องขอซื้อคืน และปัจจุบันจะต่อยอดจากการไปพูดคุยเบื้องต้น

ส่วนจะซื้อแบบไหนนั้นมีหลายวิธี จะซื้อเฉพาะธุรกิจดาวเทียมหรือทั้งบริษัทไทยคม ก็อยู่ที่กระทรวงการคลังต้องหารือกับไอซีที

ทั้งในแง่การลงทุนและกฎหมาย
"เทมาเส็กบอกชัดเจนว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผลประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเขาก็ยินดีรับข้อเสนอ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่

ของกระทรวงการคลังที่ต้องไปติดตามเรื่องนี้" นายศิริโชคกล่าวถึงการตอบรับของเทมาเส็ก
เมื่อถามว่า จะซื้อดาวเทียมหรือกิจการทั้งหมด นายศิริโชคระบุว่า รัฐบาลอยากได้ดาวเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ

บริษัทไทยคม และยังมีธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ลาว ธุรกิจอินเทอร์เน็ต จึงต้องดูวิธีการว่าถ้าจะซื้อเฉพาะดาวเทียม

จะทำอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทวาณิชธนกิจเข้ามาดูด้วย ซึ่งการคำนวณราคาก็ต้องดูว่าดาวเทียมใช้งาน

ได้มีกี่ดวง อายุสัมปทานเหลืออีกกี่ปี ลูกค้ามีกี่ราย มีทรัพย์สินอะไรบ้าง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นตอนนั้นต้องมีข้อตกลงก่อนว่าสรุป

แล้วจะลงทุนในรูปแบบใด
เขายังไม่สามารถยืนยันได้ถึงแนวทางการซื้อดาวเทียมคืน โดยกล่าวว่า ไม่สามารถประเมินมูลค่าการซื้อขายเฉพาะ

ดาวเทียมได้ เนื่องจากต้องพิจารณาว่าจะซื้อเฉพาะดาวเทียมไทยคม 5 หรือรวมดาวเทียมไอพีสตาร์ (ดาวเทียมไทยคม 4 )

ซึ่งศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระบุว่าเป็นดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นเวลาไปคำนวณต้องมีหลายตุ๊กตา เช่น

ดาวเทียมไทยคม 5 หรือดาวเทียมไทยคม 5 บวกดาวเทียมไอพีสตาร์ หรือดาวเทียมไทยคม 5 บวกดาวเทียมไอพีสตาร์และ

ต่ออายุสัมปทาน
"รูปแบบการซื้อก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะซื้อทั้งบริษัทไทยคม หรือซื้อเฉพาะธุรกิจดาวเทียม หรือว่าซื้อทั้งบริษัทมาก่อน

แล้วขายในส่วนที่ไม่เกี่ยวดาวเทียมออกมีรูปแบบหลายอย่าง เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องดูว่ารูปแบบไหนเหมาะสม

ที่สุดสำหรับคนไทย" นายศิริโชคกล่าว
ซักว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะได้ดาวเทียมไทยคมโดยไม่ต้องเสียเงิน เนื่องจากมีการกระทำผิดกฎหมายหลาย

ส่วน นายศิริโชคตอบว่า เป็นไปได้ และต้องทำคู่ขนานกันไป กระทรวงการคลังต้องไปดูรูปแบบการลงทุน ส่วนไอซีทีต้องดู

ส่วนการละเมิดกฎหมาย ซึ่งเทมาเส็กก็ต้องสู้เต็มที่อยู่แล้ว ต้องสู้กัน 3 ศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ถึงฎีกา ก็อาจกินเวลา

รัฐบาลก็ต้องคำนวณว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดยังไม่ชัดเจน
สำหรับเรื่องที่อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น นายศิริโชคกล่าวว่า ต้องระมัดระวังหากไปยกเลิกสัญญา

ซึ่งเป็นอีกมติที่รัฐบาลต้องคิด เพราะเราใช้สิงคโปร์เป็นฐานส่งออกพอสมควร จึงต้องระมัดระวัง แต่เป็นความตั้งใจของรัฐบาล

ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน ว่าดาวเทียมไทยคมควรเป็นของคนไทย วันนี้เราพยายามจะสานต่ออุดมการณ์และแนวคิดนี้
"ไม่ใช่ แต่เหตุการณ์นั้นเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งเชื่อว่าการที่ไทยคมเป็นของต่างชาติ ย่อมจะมีผลกระทบ

ต่อความมั่นคงของประเทศ" เขาตอบคำถามถึงเหตุผลในการซื้อเกี่ยวกับกรณีสถานพีเพิลแชนแนลหรือไม่
ด้านนายกรณ์ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้กระทรวงหาวิธีซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเส็ก แต่วิธีการรูป

แบบอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งได้หารือเบื้องต้นกับเทมาเส็กแล้ว แต่ยังไม่ลงลึกในรายละเอียด ส่วนวิธีการจะซื้อโดยให้รัฐ

วิสาหกิจไปซื้อ หรือให้คนไทยเข้าไปซื้อหุ้นโดยตรงก็ถือว่า เป็นของคนไทยทุกคนอยู่แล้ว โดยรัฐบาลสนใจเฉพาะธุรกิจดาว

เทียมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับธุรกิจคมนาคม
"กรณ์"ขอไม่พูดมาก
"ยังไม่อยากพูดเรื่องนี้มาก เพราะยิ่งพูดราคาหุ้นของไทยคมก็ยิ่งขึ้น มีผลต่อความยากลำบากในการซื้อคืนกลับมา

เป็นของคนไทย เพราะต้นทุนจะสูงขึ้น ดังนั้นหากคนไทยต้องการเห็นดาวเทียมไทยคมเป็นของคนไทย ก็ขอให้ปล่อยคลังได้

ทำหน้าที่ในเรื่องนี้ ส่วนกำหนดเวลาจะซื้อคืนได้เมื่อไร ขึ้นอยู่กับเทมาเส็กจะตัดสินใจขายคืนให้เราเมื่อไร" นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ยังกล่าวว่า การขายดาวเทียมไทยคมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้เทมาเส็กเมื่อปี

2549 ได้สร้างความผิดหวังให้กับคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง แต่ยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นที่ดีไม่ได้

สร้างความลำบากใจให้ไทย แต่ปัญหาที่ผ่านมาเพราะกลุ่มอำนาจเดิมที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเทมาเส็กใช้ความสัมพันธ์เครือ

ข่ายที่มีอยู่ในบริษัททั้งที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่แล้ว สร้างปัญหาเรื่องความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้หารือกันถึงเรื่องการซื้อหุ้นดาว

เทียมไทยคมคืน เพราะไม่มีการรายงานถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการซื้อจริงหรือไม่ และหากซื้อคืนจริง

เรื่องบางเรื่อง รมว.คลังก็ไม่สามารถพูดได้ เพราะอาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์
"คิดว่าสิงคโปร์เคารพสิทธิ์ว่าวงโคจรดาวเทียมเป็นของไทย ทุกประเทศก็มีวงโคจรเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญที่ต้อง

ระวังคือ ไทยเคยมีดาวเทียม 5 ดวง ขณะนี้เหลือเพียงดวงเดียว ถ้าทำอะไรผลีผลามเกิดปัญหาขึ้น คนที่ต้องอาศัยดาวเทียมจะ

มีปัญหาหมด เราจะทำด้วยอารมณ์ไม่ได้ต้องทำด้วยเหตุผล เรื่องความรักชาติ ความมั่นคงต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ให้

รอบคอบ ดาวเทียมเป็นของไทย เป็นของใครอื่นไม่ได้ต้องเป็นของไทยแลนด์ ดังนั้นต้องเป็นของคนไทยทั้งประเทศ" นาย

จุติกล่าว
ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นด้านความมั่นคงในการซื้อคืนดาวเทียมว่า ช่วงเวลาเกิด

เหตุทางการเมือง โทรทัศน์สถานีสีแดงที่ถ่ายทอดผ่านทางดาวเทียมไทยคม เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชน เพราะ

ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ นี่คือที่มาของเหตุการณ์ที่กลุ่ม นปช. 2-3 หมื่นคนไปบุกไทยคมเมื่อวันที่ 9 เม.ย. เพราะเราไปขอ

ให้ไทยคมยกเลิกการเชื่อมต่อสัญญาณที่ทำให้สถานีโทรทัศน์สีแดงกระจายเสียงไปได้ทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย บริษัทไทย

คมก็อ้างโน่นอ้างนั่น จนในที่สุดก็ต้องยอมทำ เพราะเราใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถานีโทรทัศน์ที่

ใช้ดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณสามารถทำให้ส่งผลได้ทั้งบวกและลบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง
"เรื่องนี้ไม่ค่อยได้เสียงเท่าไหร่ ผมดูแล้วมันไม่เกี่ยว คนเข้าใจไปได้ว่าปลุกกระแสชาตินิยมแล้วจะได้เสียง แต่ดูแล้ว

มันไม่ใช่เรื่องคะแนนเสียง" นายสุเทพปฏิเสธข่าวหาเสียงในการเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา รวมทั้งปฏิเสธว่าไม่ใช่การตามล้างตามเช็ด

พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณขายไปให้เทมาเส็กแล้ว แต่คิดว่าคนไทยบางส่วนยังรู้สึกว่าดาวเทียมไทยคมควรเป็น

สมบัติของคนไทยมากกว่า
ในขณะที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้วางแนวทางมาตั้งแต่ครั้งที่เป็นฝ่ายค้าน

ในการซื้อคืนดาวเทียม ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องการเมือง เพราะไทยคมถือเป็นสมบัติสาธารณะ ส่วนที่ดำเนินการช่วงนี้

เพราะรัฐมนตรีคลัง ไอซีทีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีส่วนร่วมวางนโยบายกับพรรคมาก่อนหน้านี้ โดยการ

ดำเนินการต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ 58-59% และปฏิบัติตามพ .ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

อย่างเคร่งครัดด้วย
แนะสาง7เรื่องก่อนซื้อดาวเทียม
นพ.บุรณัชย์ยังกล่าวอีกว่า มีเรื่องที่ต้องสะสางก่อนซื้อคืน 7 เรื่อง คือ 1.สถานะของผู้ถือหุ้นเดิมที่มีการซื้อขายโดย

ใช้ชื่อบริษัทกุหลาบแก้ว ซึ่งมีสถานะเป็นนอมินีนั้น ต้องวินิจฉัยว่าเป็นนอมินีโดยสุจริตหรือไม่ และมีสัญชาติไทยหรือต่างด้าว

2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2547 มีการลดสัดส่วนในการถือครองหุ้นจาก 51% เป็นไม่ต่ำกว่า

40% และแก้ไขสัมปทานก็ไม่มีการนำเข้าที่ประชุม ครม. 3.กรณีการขอสิทธิ์ยกเว้นการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น เป็นการ

เตรียมการเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าและลดภาระในการจ่ายภาษีโดยใช้นโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนของรัฐบาลในอดีต

หรือไม่
4.การใช้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมในพม่า 5.

การยิงดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักเพื่อสำรองแทนดวงเก่า ขัดกับเงื่อนไขตามสัญญาสัมปทาน 6.เงินค่าประกัน

จากดาวเทียมที่ชำรุดนั้น ควรเป็นของเจ้าของสัมปทานคือไอซีที แต่กลับโอนไปให้บริษัทผู้รับสัมปทานเพื่อเป็นการลดภาระ

ของบริษัทดังกล่าว และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการคืนเงินประกันดังกล่าว และ 7.ช่วงเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.นั้น เกิด

ปัญหายากลำบากในการขอความร่วมมือจากบริษัทไทยคม ทั้งๆ ที่ตามสัญญาข้อ 43 ระบุว่า การรับสัมปทานจะต้องดำเนิน

การภายในกรอบของความมั่นคงแห่งรัฐ
"ทั้งหมดต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ส่วนการสะสางนั้นต้องทำด้วยความเป็นมิตรระหว่างรัฐบาลกับเทมาเส็กของ

ประเทศสิงคโปร์ ยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลก็เพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมและปกป้องสมบัติของชาติ และในวันที่

16 มิ.ย. จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎรด้วย" นพ.บุรณัช

ย์กล่าว
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เหตุผลในการซื้นคืนดาวเทียมว่า หากใน

อนาคตมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ หากไม่มีดาวเทียมก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญของบ้านเมือง จึงจำเป็นที่ต้องเอาดาวเทียม

ซึ่งเป็นสมบัติเดิมกลับคืนมา และในสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นยุคสงครามข่าวสารและไอที เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศสนับสนุน

แนวคิดดังกล่าว ไม่ว่าการได้กลับคืนมาจะได้มาโดยการซื้อคืน หรือยึดคืนก็เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงและเทคนิคทางกฎหมาย
นายเทพไทกล่าวถึงแนวทางได้คืนดาวเทียมว่า 1.ซื้อโดยรัฐวิสาหกิจ 2.จัดตั้งเป็นกองทุนจากประชาชนในการซื้อคืน

3.เอาเงิน 46,000 ล้านบาทที่ยึดมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณซื้อคืน ซึ่งก็เป็นการสื่อสัญลักษณ์ หรือเตือนความจำว่าสมบัติของชาติที่

ถูกนำเอาไปขาย และวันนี้ก็เอาเงินกลับมาซื้อคืน ซึ่งสมเหตุสมผล และควรดำเนินการโดยเร็วในรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่มีหลัก

ประกันได้ว่ารัฐบาลชุดอื่นเข้ามาสมบัติของชาติชิ้นนี้จะกลับมาได้หรือไม่
"ที่ผ่านมารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปล่อยปละละเลยไม่ได้นำเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ

สมบัติของชาติในยุคโลกาภิวัตน์ต้องรีบนำคืนมา เพราะในอดีตคนไทยหวงแหน แม้กระทั่งนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็ทวงคืนมาได้

ดาวเทียมไทยคมเป็นนามที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรต้องมาเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน" นาย

เทพไทระบุ
ปูด ก.-ศ.ฟันกำไรหลายร้อยล้าน
ด้านพรรคเพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตถึงการซื้อดาวเทียมคืนว่า ได้รับ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ว่ามีการเตรียมงานเรื่องนี้มาถึง 2 เดือนแล้ว โดยมีนักการเมืองบางคนให้คนใกล้ชิดเข้าไปซื้อและถือ

ครองหุ้น แล้วปล่อยข่าวออกมา และเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ก็มีคนได้กำไรกว่า 200 ล้านบาท และช่วงเช้าวันที่ 15 มิ.ย.ก็ได้กำไรอีก

100 ล้านบาท ซึ่งวันนี้มีคนที่ได้ผลประโยชน์ทำให้หุ้นของไทยคมมีราคาสูงขึ้น มีอักษรย่อ ก. กับ ศ. ทำให้นักการเมืองจากฝ่าย

ของรัฐบาลได้รับกำไรอย่างมหาศาล
"เป็นการดำเนินการสองเด้ง เด้งแรกคือ ปั่นหุ้น ช้อนหุ้น และปล่อยข่าวเกี่ยวกับไทยคม เอื้อประโยชน์ให้นักการเมือง

ในรัฐบาล เด้งสองยังกลบเกลื่อนเหตุการณ์การสลายการชุมนุม และคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ โดยนำการซื้อหุ้นมาเป็นสมบัติ

ของชาติ สร้างกระแสชาตินิยมเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการบริหารงานประเทศต่อไป" นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงว่า คณะทำงาน

ฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคจะประชุมกัน เพราะทราบว่าการออกข่าวนี้ เป็นแผนลับลมคมในการปั่นหุ้นหรือไม่ ความจริงแล้วรัฐบาล

ไม่ควรซื้อคืน เพราะเป็นดาวเทียมธุรกิจ ไม่ใช่ดาวเทียมโทรคมนาคม
"ขอฟันธงว่าเรื่องนี้เป็นการปั่นหุ้นให้ได้กำไร เราจะขอให้ ก.ล.ต.ตรวจสอบว่าก่อนจะออกข่าวซื้อคืนดาวเทียมไทยคม

มีบุคคลใดที่ซื้อหุ้นบ้าง เพราะรัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว เพราะมือหนึ่งเปื้อนลือด และอีกมือหนึ่งทุจริต" นายประเกียรติ

กล่าว
บังหนุนซื้อเต็มสูบ
ยังมีความเห็นจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ อดีตประธาน คมช.ที่เห็นด้วยกับซื้อคืน

โดยกล่าวว่า หากจำได้เคยพูดตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ว่าดาวเทียมมีความสำคัญในเรื่องของความมั่นคง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะทางทหารเท่า

นั้น แต่รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และที่สำคัญ หากข้อมูลหลุดไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าประเทศอะไร นอกจาก

เศรษฐกิจจะพังแล้ว ประเทศอื่นยังรู้ความเคลื่อนไหว หรือแผนการต่างๆ ที่ไทยจะดำเนินการ ส่วนจะช้าไปที่รัฐบาลเพิ่งจะคิด

ซื้อดาวเทียมคือในเวลานี้ คงตอบไม่ได้ แต่เห็นว่ารัฐบาลที่สามารถทำได้ก็คงมีเพียงรัฐบาลนี้เท่านั้น
ส่วนนายอานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระสื่อสารและสารสนเทศกล่าวว่า ต้องดูว่าการซื้อไทยคมคืนด้วยเหตุผล

อะไร ถ้าเป็นเหตุผลความมั่นคง ก็ไม่ต้องไม่ซื้อคืน แต่ให้ออกกฎหมายหรือหลักเกณฑ์มาควบคุมการแพร่ภาพกระจายเสียง

ข้ามพรมแดนเหมือนเช่นต่างประเทศที่มีการควบคุมการส่งข้อมูลขาลง โดยผู้ที่จะส่งต้องได้รับอนุญาตก่อน ในขณะที่คนภาย

ในประเทศจะสามารถส่งข้อมูลขาขึ้นเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้แทน
"หากเป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับเรื่องของวงโคจรของประเทศนั้น อยากแนะรัฐบาลว่าควรทำข้อมูลให้กระจ่างก่อนตัดสิน

ใจซื้อ เช่น การถือหุ้นของต่างชาติในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท ไทยคม จำกัด (

มหาชน) ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการของคนต่างด้าว รวมถึงที่ผ่านมา ไทยคมได้ดำเนินการผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งที่ผ่าน

ก็ถือว่าชัดเจนส่วนหนึ่ง เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ติดสินว่าผิดสัญญา เพราะไม่ยิงดาว

เทียมสำรอง แต่กลับยิงไอพีสตาร์ 4 แทน ขณะเดียวกันกฎหมายยังได้กำหนดว่าสัญญาณใดที่มาการส่งจากต่างประเทศต้อง

ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมาไทยคมได้มีการปฏิบัติหรือไม่" นาย

อานุภาพแนะ
เตือนระวังเสียค่าโง่
เขากล่าวว่า ถ้ามีการตรวจสอบแล้ว และไทยคมปฏิบัติตามทุกอย่างถูกต้อง รัฐบาลจะซื้อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผิด

สัญญาสัมปทานก็ต้องการให้ดูตัวอย่างกรณีไอทีวีที่ภาครัฐฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินในส่วนที่เสียหาย และถ้าไม่ได้ก็ยึดคืน แต่

ขณะนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลยังไม่ดำเนินการอะไรก็จะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนแล้ว ซึ่งการได้คืนมาหมายถึงการได้วงโคจรนั้นยัง

ไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงได้จริง เพราะดาวเทียมมีรอบโลก ขณะที่ซื้อมาแล้วมีการตรวจสอบว่าไทยคมดำเนินการผิด

สัญญาก็เท่ากับว่าเราเสียค่าโง่เหมือนซื้อของผิดกฎหมาย
"เอาเงินประชาชนไปซื้อต้องถามก่อนว่าสมควรหรือไม่ เพราะมีหลายหนทางที่ควรทำ เช่นการทำข้อมูลให้กระจ่าง

ถ้าพิสูจน์ว่ากุหลาบแก้วเป็นนอมินีของต่างชาติก็จบ เราไม่ต้องบากหน้าไปเทมาเส็ก ไทยคมเป็นของไทยแต่เราไปเจรจากับ

สิงคโปร์ และถ้าเราซื้อไทยคมมาแล้ว มีการส่งสัญญาณข้อมูลจากกลุ่มเสื้อแดงจากดาวเทียมดวงอื่นเราก็ไม่ต้องไปซื้อดาวเทียม

ดวงอื่นด้วยหรือ" นายอานุภาพกล่าว.

http://www.thaipost.net/news/160610/23613

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น