เอเชียไทมส์ออนไลน์ - แฉนักการทูตอเมริกันและฝ่ายตะวันตกต่างสงสัยข้องใจข้ออ้างของ นปช.ที่ว่าต่อสู้อย่างสันติ และเข้าใจว่า “เสื้อแดง” มีกองกำลังกึ่งทหาร ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงจำนวนมาก กระทั่งโฆษก นปช.เองยังยอมรับว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันรู้เรื่องรายละเอียดเหตุการณ์รุนแรง จนน่าเชื่อว่ามีซีไอเอเข้ามารวบรวมข้อมูล
ในบทความเรื่อง “Why Thailand's reds beat a retreat” นายฌอน ดับเบิลยู คริสพิน บรรณาธิการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของเว็บไซต์ข่าวเอเชียไทมส์ออนไลน์ (www.atimes.com) ชี้ว่า เท่าที่ผ่านมา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กระทำการได้ผลในการเสนอภาพกลุ่มผู้ประท้วงสวมชุดแดงของพวกเขา ให้สื่อมวลระหว่างประเทศเห็นว่า พวกเขาเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ถือหลักอหิงสา ซึ่งกำลังต่อสู้คัดค้านรัฐบาลที่หนุนหลังโดยชนชั้นนำ นอกจากนั้นพวกนักสร้างภาพที่อยู่หลังฉากกลุ่มประท้วงกลุ่มนี้ ยังประสบความสำเร็จในการผลักดันเสนอขายเรื่องราวที่วาดออกมาว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงกำลังอยู่ในสังเวียนการต่อสู้ทางชนชั้นซึ่งมุ่งคัดค้าน พฤติการณ์ 2 มาตรฐานที่เข้าข้างคนรวยย่ำยีคนจน
นายคริสพินบอกว่า เรื่องราวเช่นนี้ละเลยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การประท้วงของ นปช.บังเกิดขึ้นมาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ภายหลังศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์สินส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยข้อหาทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบในช่วงเวลา 6 ปีที่เขาปกครองประเทศอยู่
ยิ่งกว่านั้น บทความชิ้นนี้ของนายคริสพินชี้ว่า เนื่องจากปัจจัยหลายๆ ด้าน ทั้งแรงกดดันระหว่างประเทศ, การเจรจาต่อรองและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างลับๆ, ความเป็นไปได้ที่จะมีการประกาศนิรโทษกรรม, รวมทั้งการออกมาแสดงท่าทีเห็นชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงกำลังทำให้พวก นปช.มีแนวโน้มยอมรับข้อเสนอโรดแมปเพื่อการปรองดองของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และในสภาพเช่นนี้ การต่อสู้บนท้องถนนคราวนี้จึงกำลังมองเห็นกันได้อย่างถนัดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า มันเป็นการต่อสู้ชิงอำนาจกันในระหว่างกลุ่มผู้นำ มากกว่าจะเป็นการปะทุขึ้นมาของการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยระดับราก หญ้า
บทความชิ้นนี้ระบุว่า จากการทำความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์หลายครั้ง รวมทั้งความคิดเห็นในระดับระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ได้สร้างความเสียหายให้แก่ฐานะในการเจรจาต่อรองของ พ.ต.ท.ทักษิณและ นปช.กับฝ่ายรัฐบาล ทั้งนี้มีบางคนมองว่า การที่ นปช.บุกค้นโรงพยาบาลในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับพระบรมวงศานุวงศ์ จนทำให้บรรดาแพทย์โยกย้ายคนไข้ไปที่อื่น คือจุดพลิกผันสถานการณ์ แต่แท้จริงด้วยคำพูดและยุทธวิธีที่ นปช.นำออกมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ได้ทำให้พวกนักการทูตตะวันตกจำนวนมากรู้สึกไปเรียบร้อยอยู่ก่อนแล้วว่า นปช.และพวกตัวแทนของเขาได้ละทิ้งข้ออ้างของพวกเขาที่ว่าจะต่อสู้แบบอสิงหา แล้วหันมาใช้วิถีทางความรุนแรงในการผลักดันวาระของพวกเขา
นายคริสพินเล่ารายละเอียดว่า ความรับรู้ความเข้าใจของพวกนักการทูตตะวันตกเช่นนี้ มีที่มาสำคัญเนื่องจากความรุนแรงในวันที่ 10 เมษายน เมื่อมีกลุ่มนักล่าสังหารในชุดดำใช้ระเบิดและเปิดฉากยิงใส่ทหารรัฐบาล ซึ่งได้ยิงตอบโต้กลับมายังฝูงชนสวมเสื้อแดง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 คน ในจำนวนนี้เป็นทหาร 6 คน และอีกกว่า 800 คนได้รับบาดเจ็บ
“เนื่องจากสภาพการณ์อันมืดมนที่แวดล้อมความรุนแรงคราวนี้ ปฏิกิริยาระหว่างประเทศต่อการสังหารที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในสภาพที่เงียบเชียบ” บทความของนายคริสพินระบุ และกล่าวต่อไปว่า ทาง นปช.ได้พยายามยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนักล่าสังหารลึกลับกลุ่มนี้ เป็นต้นว่า นายฌอน บุญประคอง โฆษกฝ่ายต่างประเทศของ นปช. บอกกับเอเชียไทมส์ออนไลน์ว่า คนชุดดำพวกนี้ “เป็นทหารอย่างชัดเจน” และ “เราไม่รู้จักพวกเขา แต่เราก็ขอขอบคุณพวกเขา”
แต่การปฏิเสธเช่นนี้ รวมทั้งความพยายามที่จะแก้ข่าวทว่าไม่ประสบความสำเร็จ จึงยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในหมู่นักการทูตเพิ่มมากขึ้นว่า นปช.มีกองกำลังกึ่งทหารที่ไม่เปิดเผย ซึ่งน่าจะที่จะมีการจัดองค์กรเป็นอย่างดี และบังคับบัญชาโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงทั้งที่เกษียณอายุแล้วและ ที่ยังประจำการอยู่ซึ่งได้ประกาศตัวจงรักภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
“นักการทูตเหล่านี้เชื่อว่า พวกกองกำลังกึ่งทหารนี้น่าที่จะอยู่เบื้องหลังความรุนแรงลึกลับหลายๆ ครั้ง ที่เกิดเหตุขึ้นมาอย่างสอดรับกับการประท้วง เป็นต้นว่า การก่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ทั่วทั้งนครหลวงของประเทศ” บทความชิ้นนี้ระบุ
นายคริสพินบอกต่อไปว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่งเรียกร้องให้ รัฐบาลใช้ความยับยั้งชั่งใจ และก็เรียกร้องให้นปช.ประณามการก่อเหตุโจมตีด้วยระเบิดเช่นนี้ ซึ่ง นปช.ก็ไม่เคยกล่าวประณามเช่นนั้นจากเวทีประท้วงของพวกเขาเลย นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายคนยังได้พบหารือกับพวกผู้นำร่วมของ นปช. เป็นต้นว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ และนายจรัล ดิษฐาภิชัย ในระหว่างการประท้วง เพื่อทำให้พวกเขาได้ทราบว่าวอชิงตันกำลังมีความรับรู้ความเข้าใจว่า นปช.เป็นผู้ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงจำนวนมาก รวมทั้งเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน
บทความของนายคริสพินยังอ้างคำพูดของนายฌอน บุญประคอง ที่เสมือนยืนยันเรื่องนี้ โดยนายฌอนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนึ่งมี “รายละเอียดอย่างเหลือเชือ” เกี่ยวกับเหตุรุนแรงในช่วงหลังๆ นี้ จนเขาเชื่อว่าซีไอเอจะต้องรวบรวมขึ้นจากผู้แจ้งข่าวหลายๆ รายซึ่งอยู่ในภาคสนาม เขาบอกด้วยว่า พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯอ้างว่า นปช.มีถังแก๊สที่นำมาบีบอัดและทำขอบให้แหลมคม เพื่อใช้เป็นระเบิด รวมทั้งสะสมอาวุธอัตโนมัติไว้ในอาคารใกล้เคียง โดยที่นายฌอนบอกว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ “เหลวไหลโดยสิ้นเชิง”
“ดูเหมือนว่าในความคิดของเอกอัครราชทูต(สหรัฐฯ) เราได้กลายเป็นกองทัพกองหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่ขบวนการต่อสู้อย่างสันติ” นายฌอนบอกกับเอเชียไทมส์ออนไลน์และพูดตัดพ้อว่า “สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯไม่ได้วางตัวเป็นกลางเหมือนที่พวกเขาบอกเลย”
นายคริสพินยังกล่าวไว้ในบทความของเขาต่อไปว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ เหล่านี้ของฝ่ายสหรัฐฯ จำนวนมากทีเดียวตรงกันกับข้ออ้างของฝ่ายรัฐบาล จึงทำให้เกิดคำถามว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯและฝ่ายตะวันตกได้ให้ความสนับสนุนแก่นายอภิสิทธิ์และ ฝ่ายทหารของไทยมากน้อยแค่ไหน ทั้งในการช่วยเปิดเผยให้ทราบถึงเครือข่ายใต้ดินอันซับซ้อนของนปช., การไหลเข้าออกทางการเงิน, และโครงสร้างการบังคับบัญชา รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ มีบทบาทแค่ไหนในเหตุรุนแรงช่วงหลังๆ นี้
บทความของนายคริสพินยังพูดถึงเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ “อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพรอฟฟ์” และระบุพวกนักการทูตที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯหลายรายเชื่อว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังตระเตรียมยุทธศาสตร์ทางกฎหมายในการต่อสู้คดี ถ้าหากโรดแมปเพื่อการปรองดองเกิดล้มคว่ำลงไป และรัฐบาลพยายามขยายข้อกล่าวหาก่อการร้ายที่ใช้กับพวกผู้นำ นปช.ให้ครอบคลุมถึง พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ในฐานะเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นนายเงินใหญ่และมันสมองทางยุทธศาสตร์ของ นปช.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000063938
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น